วันนี้แม่ไม่อยู่แต่เช้า ออกไปทำบุญต่างจังหวัด กลับมาก็ดึก

แม่บอกว่าให้หาขนมมาตุนไว้กิน โนะรินก็เลยบ้าจี้ ซื้อ 'โดนัท' มากล่องเบ้อเริ่ม

เพราะตอนหยิบมันเมาๆเบลอๆ ไม่ได้คิดอะไร

เหตุที่ซื้อโดนัท ( Mister Donut) เพราะ

1.เป็นร้านของบริษัทในเครือ (อุดหนุนกันเอง)

2.มีคูปองส่วนลด << อันนี้สำคัญ

3.ร้านอยู่ใต้ตึกที่ทำงาน (ก็บริษัทในเครือ)

4.มันอร่อยกว่าดังกิ้น

ความจริงเราก็อยากข้ามไปซื้อ Dady Dough ที่ฝั่งตรงข้ามมากกว่า (แน่นอนว่ามันโคตรอร่อย) แต่ด้วยความที่ขาเดี้ยวเข้าขั้นวิกฤต ก็เลยซื้อไอ้นี่แหละ

เช้าวันนี้ กลางวันนี้ โนะรินก็เลยกินโดนัทเป็นอาหารหลัก (มีชีวิตอยู่ด้วยของหวาน เป็น L เรอะ?)

กินไปกินมาก็เลย หาเรื่องของโดนัทอ่าน เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเอามาฝากกัน

..................................

เมื่อพูดถึงของรับประทานที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวตะวันตกที่นอกจากไอศกรีมแล้ว ก็ยังมีที่คนไทยรู้จักกันดี คือ โดนัท ไม่ว่าจะเป็นโดนัทแบบทำกันเองในบ้าน หรือผลิตในร้านเล็กๆ อย่างที่เรียกว่าเป็นของ Home-made หรือที่ผลิตในร้านใหญ่ที่มีเครือข่าย franchise ไปทั่วประเทศทั่วโลกก็ตาม คนไทยก็คุ้นเคยกับขนมนี้ บางคนก็ชอบรับประทาน แต่บ้างคนก็บอกว่า ขนมวงของไทยอร่อยกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นโดนัทไทยหรือของฝรั่ง เอกลักษณ์ของขนมนี้คือ ต้องเป็นวงกลม มีรูตรงกลาง เป็นแป้งทอด ส่วนจะพลิกแพลงมีเครื่องประกอบตกแต่งต่างกันไปอย่างไรก็แล้วแต่ตำรับใครตำรับมัน

โดนัท สะกด D O U G H N U T แต่สมัยนี้หลายคนก็สะกดแบบง่าย คือ donut คำว่า dough ในภาษาอังกฤษปกติแปลว่า แป้งที่นวดแล้วสำหรับทำขนม เช่นเวลาทำขนมปัง มีแป้งมานวดกับน้ำ ใส่เกลือ ใส่ yeast ใส่ไข่ นวดไปจนได้แป้งก้อนเหนียวๆ นั่นคือ dough และพอนำdough ใส่ในพิมพ์ไปอบ ก็จะได้เป็น ขนมปัง ประวัติของ doughnut นี้ บอกว่ามาจากเศษ dough ที่ใช้ทำขนมปังนี่เอง โดยชาวดัช หรือคนใน Holland ตั้งแต่สมัย 200 ปีก่อน เสียดายเศษ dough ก็เลยเอามาคลึงเป็นเส้นยาว แล้วมัดเป็นปม แล้วเอาไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ได้เป็นของอร่อยขึ้นมา ตั้งชื่อว่า dough knots คือแป้งdoughที่มัดเป็น knot หรือปม แต่อีกตำราหนึ่ง บอกว่า ชื่อโดนัทมาจากการที่เขาทำแป้ง dough เป็นแผ่นกลมแบน แล้วเอาลูกนัทใส่ตรงกลางแล้วนำไปทอด จึงเรียกว่า dough-nuts อย่างไรก็ตาม ขนมโดนัทมีมานานแล้วในยุโรปแถว Holland และ Germany sหลังจากนั้นก็แพร่หลายข้ามทวีปมาที่อเมริกา

ทางอเมริกาอ้างว่า เขาเป็นต้นกำเนิดของขนมโดนัทชนิดที่เป็นรูปวงแหวน หรือแผ่นกลมที่มีรูตรงกลาง พวกฝรั่งเองก็สงสัยกันมามากว่า ทำไมขนมโดนัทต้องมีรูตรงกลาง มีแหล่งข้อมูลที่อ้างว่า มีนายคนหนึ่งเป็นกัปตัน ชื่อ Captain Mason เป็นคนริเริ่มให้จัดการให้ทำให้ขนมมีรูตรงกลาง ก็เพราะว่า ขนมมักจะมีปัญหาว่าส่วนตรงกลางมักจะสุกยากเวลาทอด พอเจาะตรงกลางก็ทำให้ขนมสุกง่ายขึ้น เวลาจะถือหรือจะกัดรับประทานก็สะดวก

ขนมโดนัทของฝรั่งนั้น ถ้าแบ่งตามส่วนผสมก็จะเบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Yeast style และ cake style แบบ yeast style เป็นแบบดั้งเดิม คือแป้ง dough เป็นแบบแป้งขนมปังซึ่งใส่ yeast แบบนี้เมือทอดแล้วเนื้อจะฟูเบา ส่วนแบบ cake style จะมีส่วนผสม dough คล้ายขนมเด็ก เมื่อทอดแล้วเนื้อจะแน่นและหนักกว่าแบบแรก ก็แล้วแต่ว่า ใครจะชอบขนมเนื้อไหน

ในวิถีชีวิตของคนอเมริกันที่ออกทำงานนอกบ้านนั้น หลายคนเมื่อออกไปตอนเช้าก็จะแวะร้านกาแฟ ซื้อกาแฟ ซื้อขนมโดนัทใส่ถุงไปรับประทานที่ที่ทำงาน แต่มาในช่วงปี 1900 กว่าๆมานี้ คนอเมริกันหันไปนิยมขนมอีกอย่างหนึ่ง หน้าตาคล้ายโดนัท เรียกว่า bagel เป็นขนมแป้งวงๆคล้ายกัน มีต้นตำรับมาจากพวกยิว คนอเมริกันรับประทาน bagel กันจน โดนัทซบเซาไประยะหนึ่ง bagel ทำจากแป้ง dough ใส่ yeast แต่เมื่อทำเป็นวงกลมแล้ว แทนที่จะทอดก็เอาไปลวกน้ำเดือดจัดก่อน แล้วจึงเอาขึ้นมาอบ ทำให้ได้เนื้อขนมที่หยุ่นแน่น ไม่ฟูจนเกินไป และไม่ต้องมีน้ำมันจากกการทอดด้วย bagel มีขนาดตั้งแต่วง 2-3 นิ้ว ไปจนใหญ่เท่าจานข้าว นี่ก็ตามสไตล์ของคนฝรั่งที่ของรับประทานอะไรก็ล้วนแต่มีขนาดใหญ่เกินปกติของคนเอเชียทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงตั้งแต่ปี 2000 มานี้ ขนมโดนัทกลับมาเฟื่องฟูในอเมริกาและทั่วโลกอีก เนื่องจากมีร้านขนมโดนัทที่เป็นเครือข่าย (Franchise) ยี่ห้อใหม่ๆเพิ่มขึ้นมา เช่น Krispy Kreme ซึ่งคนรู้สึกว่าอร่อยกว่ายี่ห้อเดิม จึงกลับมารับประทานโดนัทกันอีก



ว่าไปแล้ว เมื่อพูดถึงว่า คนอเมริกันทานโดนัทกับกาแฟเป็นอาหารเช้านั้น ก็ทำให้นึกได้ว่า ในชีวิตจริงของคนทั่วไป อาหารเช้าก็คงเป็นขนมและเครื่องดื่มเล็กๆน้อยๆ คล้ายกับคนไทยที่หลายคนก็อาศัยปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้เป็นอาหารเช้า เรียกว่าเป็นbreakfast สไตล์ไทยได้เหมือนกัน ส่วน breakfast เต็มรูปแบบอย่างที่เราเคยได้ยินว่ามีขนมปัง ไข่ดาวหมูแฮม และอื่นๆอีกหลายอย่าง ดูในภาพน่ารับประทานนั้น ก็คงเป็นอาหารเช้าตามแบบฉบับ ซึ่งแม้แต่ฝรั่งเองก็อาจจะรับประทานกันเฉพาะบางวัน เช่น วันสุดสัปดาห์ซึ่งมีเวลาอยู่บ้าน และปรุงอาหารเอง มีเวลารับประทานนานๆ ไม่รีบร้อน หรือเป็นเมนูตามร้านอาหารและโรงแรมต่างๆที่มีไว้บริการลูกค้า

................................

Credit : http://www.yes2.ac.th

นานๆทีได้รับของหวานบ้างก็ไม่เลวน๊า แต่กินมากๆก็ระวังอ้วนล่ะ

สุดท้าย ปิดด้วยผลิตภัณฑ์จากโดนัท ที่ไม่ใช่ขนม

 

พวงกุญ น่ารักดีเนอะ

thumb drive อยากได้อ่า

 

หมอนมั้ง เป็นผ้าเย็บ

ต่อไปเป็นเครื่องประดับแฟนพันธุ์แท้ โดนัท

 

จี้ห้อยคอ

 

ต่างหู

 

สร้อยข้อมือ

 

น่ารักทุกอันเลยอ้ะ!

คราวหน้าพูดเรื่องของกินอีกดีกว่า ชอบๆ

NoRin

 

edit @ 27 Jun 2009 10:50:55 by NoRin

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดเพราะจะรีบไปทำงาน แต่แค่เห็นก็หิวแล้วละครับ...อ๋อย

#1 By HAKURO on 2009-06-27 12:29

โว้้้้้้้้้้....

น่ากินชะมัด

ดีนะเปิดมาดูตอนอิ่มข้าวเที่ยงแล้ว

ได้ข่าวว่าซื้อมาเผื่องู?

เสียดายอ่ะ หมีจะกินแทนข้าวใช่มะ?

#2 By JUMBU on 2009-06-27 12:58

อยากกินโดนัทมากกกกกกก พรุ่งนี้เราออกไปซื้อบ้างดีกว่า

ปล. ไปแปด ถึง สิบเอ็ด สิงหานะพื่อน

#3 By (58.8.13.204) on 2009-06-27 18:34

โดนัทเดียวนี้แต่งหน้าน่ากินทั้งนั้นเลย...

#4 By weewee on 2009-06-27 22:04

เเวะมารดน้ำต้นไม้ค่า

โดนัทน่ากินอ่ะ กำลังหิวเลยพี่ริน^^

พี่ชายเล็กทำงานอยู่ดังกิ้น แต่เล็กก็เลือกกินมิสเตอร์

มันเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ 5555

#5 By kame_jin_forever on 2009-06-27 23:24

กลับมาอ่านจนจบแล้วครับ
พ่อผมชอบเล่าตำนานโดนัทว่า

"กาลครั้งหนึ่งสมัยคาวบอย มีคาวบอยคนหนึ่งชอบทำขนมมาก ใครๆก็เลยหาว่าเป็นตุ๊ด แกก็เลยเคือง ก็ทำขนมขึ้นมาเซ็ทหนึ่งแล้วเอาไปที่ลานหน้าอำเภอ แล้วแกก็โยนขนมทั้งหมดขึ้นฟ้า ชักปืนยิงโป้ง ๆ ๆ แบบเสือปืนไว ขนมทุกชิ้นที่ตกลงมา็มีรูตรงกลางหมด ตั้งแต่นั้นมาใคร ๆ ก็ไม่กล้าว่าแกเป็นตุ๊ดอีกเลย กลัวแกยิงเอา"

จบตำนานโดนัทสไตล์พ่อผมครับ
ฮ่า ๆ ๆ

#6 By HAKURO on 2009-06-27 23:32

น่ากินจัง

#7 By น้องเหมียว (203.158.239.239) on 2009-07-14 16:34